2

                เพื่อนร่วมห้องผมเป็นมนุษย์ล่องหน – คุณอาจจะไม่เชื่อ แต่เชื่อผมเถอะ เขา”เป็น”อย่างนั้นจริงๆ เขารู้ว่าเขามีพลังนี้อยู่ แต่เขาก็ไม่อยากใช้มัน มันทำให้เขา“แตกต่าง”จากคนอื่น และพลังนี้ยังทำให้เพื่อนในห้องไม่สามารถมองเห็นเขาได้อีกด้วย ซึ่งนั่นก็อาจจะเป็นข้อดี เพราะความแตกต่างนี้ที่แบ่งแยกเขาออกจากคนอื่นทำให้เขาอยากจะหลบไปอยู่โลกอีกใบ

เขาเป็นเพื่อนของพวกเรารึเปล่า พวกเรารู้จักชื่อและลักษณะนิสัยเขามากน้อยแค่ไหน ต่างเป็นคำถามที่ผมอยากจะตอบตัวเองให้ได้ แต่ผมกลับตอบไม่ได้ เขาอาจจะไม่เคยมีตัวตนอยู่จริงก็ได้ แต่มันก็ขัดกับสิ่งที่ผมเห็นด้วยสองตาของผม ผมอาจจะเป็นคนเดียวที่เห็นเขา สวรรค์อาจจะมอบพลังนี้ให้ผมเช่นกันกับที่มอบพลังให้เขา

  ผมไม่รู้จักมักจี่และไม่สนิทกับเขาแม้แต่น้อย  ผมอยากรู้ว่าทำไมเขาถึงเป็นมนุษย์ล่องหน เขาใช้พลังที่เขามีทำอะไรบ้าง เขาชอบที่จะอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่ที่ริมหน้าต่าง มีสมุดวางอยู่บนโต๊ะ 1 เล่มกับดินสอ 1 แท่ง ไม่มีหนังสือหรือสมุดใดๆวางใต้โต๊ะ ผมไม่รู้ว่าเขาอ่านการ์ตูนเรื่องอะไร บางทีอาจจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับมนุษย์ล่องหนก็ได้ ซึ่งตัวละครในนั้นอาจจะเป็นพ่อหรือแม่เขาที่ถูกนำมาเขียนก็ได้ ผมมักจะเห็นเขาใช้เวลาตอนเรียนอ่านการ์ตูนมากกว่าจดสิ่งที่อาจารย์สอน ซึ่งนั่นไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ดี เพราะในห้องของเรานั้นเป็นห้องอันดับหนึ่งของชั้น มีการแข่งขันกันสูง ทุกคนต้องการเป็นที่หนึ่ง

                ผมเริ่มคิดถึงเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่คนอื่นกลับไม่ได้สนใจว่าเขาจะมีตัวตนอยู่ในห้องหรือไม่ ก็เขาล่องหนอยู่แล้วใครจะไปมองเห็น ถึงแม้ผมจะพยายามชี้ให้คนอื่นมอง พยายามถามเพื่อนๆว่าเห็นเขากันไหม แต่กลับไม่มีใครเห็นเลย ทุกคนต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “มองไม่เห็น” ผมว่าผมต้องทำความรู้จักเขาให้มากขึ้นซะแล้ว บางทีเขาอาจจะไม่ได้อยากรู้จักผม แต่การรู้จักกันก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไร

                หลายวันต่อมา ในช่วงพักเที่ยงที่ทุกคนในห้องกำลังลุกออกไปพักทานข้าวเที่ยง เขายังคงนั่งอยู่ที่ริมหน้าต่างอ่านการ์ตูนของเขาเหมือนทุกวัน เขาเลือกที่จะรอให้ทุกคนออกไปให้หมดก่อนเสมอ ผมนั่งรอให้ทุกคนออกไปให้หมดโดยทำทีเป็นจดงานเพิ่มนิดหน่อย ผมลอบมองเขาเพื่อสังเกตการณ์

                ในขณะที่กำลังซุ่มมองเขาอยู่นั้น อยู่ดีๆเขาก็เงยหน้าขึ้นมาสบตากับผม ผมชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่ทันตั้งตัวที่จะรับสายตาอันเย็นชานั้นไว้ทัน เพียงไม่กี่วินาทีที่เราสบตากันมันทำให้ห้องนี้เย็นลงมาก แล้วเขาก็ก้มหน้าลงไปอ่านหนังสือการ์ตูนของเขาต่อ ข้างตัวเขามีถุงใส่หนังสือการ์ตูนจำนวนมาก นี่เป็นสิ่งที่เขาพกมาเรียนงั้นหรือ ไม่มีใครว่าอะไรเขาหรอก เพราะเขาล่องหนได้สินะ ดีจังเลย เขาคงถือเข้าโรงเรียนได้อย่างสบายโดยไม่ต้องระวังอาจารย์ที่คอยตรวจตราอยู่หน้าโรงเรียน ผมชักอิจฉาเขาแล้วสิ หากเพียงแต่ผมสังเกตในดวงตาของเขาเมื่อครู่ นอกจากความเย็นชาที่แสนจะเสียวสันหลังนั้น ยังปะปนไปด้วยความเหงาอย่างซึ้งลึก ผมไม่เคยเห็นดวงตาแบบนั้นจากใครเลย คงเป็นเพราะว่าผมไม่เคยเห็นดวงตาใดที่บ่งบอกความเหงาได้เท่านั้นมาก่อน บางทีเขาอาจจะอยากได้เพื่อนที่ล่องหนได้เหมือนกัน บางทีการที่มีใครที่มีอะไรๆเหมือนกันอาจจะทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้ ทำอย่างไรดี ผมล่องหนไม่ได้ ผมจะเป็นเพื่อนกับเขาได้ไหม

                ผมตัดสินใจลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะพร้อมยกเก้าอี้ไปนั่งข้างๆเขา ผมรอโอกาสนี้เพื่อที่จะได้คุยกับเขา เขาอาจจะรับรู้ได้ถึงการมารบกวนของผม เอ้ย! ผมลืมไปว่าผมกำลังเข้ามาขัดจังหวะการอ่านหนังสือของเขา มันเป็นเรื่องที่เสียมารยาทมาก ผมลืมตัวไปเลย ทำอย่างไรดี ผมต้องขอโทษเขาแล้วรีบถอยออกมาก่อนที่จะโดนเขาว่าเอาได้

                ในระหว่างที่ผมกำลังตกใจอยู่นั้น เขาใช้หางตามองมาที่ผมก่อนปิดหนังสือการ์ตูนแล้วเก็บใส่ถุงอย่างดี ผมสังเกตว่าแม้ในถุงจะเต็มไปด้วยการ์ตูนที่เก่าแล้ว แต่ก็ยังถูกจัดเรียงอย่างสวยงามและถูกต้องตามหมายเลขเล่ม เขาทำท่าจะลุกไปไหนสักแห่ง แสดงให้เห็นว่าผมทำให้แผนการอ่านหนังสือของเขาต้องเสียไป เขาไม่อยากให้ผมมาอยู่ตรงนี้ เขาจึงเลือกที่จะไปเอง แต่เขากลับยืนขึ้นเฉยๆ แต่ไม่ได้เดินไปไหน เขาหันไปนอกหน้าต่าง เอามือจับขอบหน้าต่างแล้วมองออกไปด้านนอก

                “เห็นผมด้วยหรอ” นั่นเป็นคำพูดแรกที่ผมได้ยินจากปากเขาตั้งแต่เรียนมาด้วยกัน เสียงเขาทุ้มต่ำและมีความเป็นเด็กมาก ผมตอบกลับไปว่าใช่ หลังจากเกิดความเงียบและบรรยากาศที่กดดันขึ้นระหว่างเขากับผม ผมจึงไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดไป

“ไปกินข้าวกันมั้ย” ผมกลั้นใจถามไป ความรู้สึกเหมือนกำลังนำเสนออะไรบางอย่างที่ลูกค้าผู้นี้คงไม่มีวันตอบรับ

                เขาตอบโดยใช้เสียงอื้อในลำคอ ผมตีความเอาเองว่าเขาตอบตกลง ผมยิ้มทันทีและรีบหุบเก็บความดีใจปนตื่นเต้นเอาไว้หลังจากเห็นแววตาของเขาที่สาดใส่ผม ผมไม่ได้หุบเพราะกลัว แต่เพราะทำตัวไม่ถูกมากกว่า เพราะดวงตาของเขามันเปลี่ยนไปจากดวงตาที่มองผมตอนแรก ตอนนี้มันมีประกายที่ผมสัมผัสได้

1

                ผมถามทุกอย่างที่อยากถามไปจนหมด ตั้งแต่ชื่อ ประวัติความเป็นมาของเขา ทำไมเขาถึงเป็นมนุษย์ล่องหน หนังสือการ์ตูนที่เขาอ่าน รวมไปจนถึงสมุดบันทึกเล่มนั้นที่ผมคิดว่าเป็นสมุดจดบันทึกสิ่งที่อาจารย์สอน แต่เปล่าเลย ในนั้นมีแต่ภาพวาด เขาเป็นคนที่มีหัวด้านศิลปะมาก ผมได้ดูภาพในสมุดเล่มนั้นแล้วก็ต้องตกใจ ถ้าเทียบชั้นให้เขาเป็นจิตรกรเอก ผมก็คงเป็นเด็กแรกหัดจับดินสอ เราใช้เวลาตลอดเที่ยงคุยกันเยอะมาก ผมว่าเขาเป็นคนที่น่าสนใจมากๆ ทั้งเพลง เกมส์ หนังที่เขาชอบ ผมได้รับรู้ข้อมูลมาเยอะมาก จนอยากจะนำไปบอกเพื่อนทุกคน ผมว่าถ้าเพื่อนรู้คงจะต้องตกใจแน่ๆ

                วันต่อมาผมชวนเขาให้ไปทานข้าวกันกับเพื่อนในห้องโดยผมนัดทั้งห้องมาทานในบริเวณใกล้ๆกันในโรงอาหาร โดยผมได้บอกไปว่ามีเรื่องน่าสนใจจะบอกทุกๆคน พอทุกๆคนมาพร้อมหน้า ทุกคนต่างสงสัยในการกระทำของผม ผมแนะนำเพื่อนผู้ล่องหนของผมให้ทุกคนรู้จัก ผมเล่าว่าเขาอ่านการ์ตูนเสมอและมีสมุดบันทึกแค่เล่มเดียวในนั้นมีแต่ภาพที่สวยงาม ผมโชว์มันให้เพื่อนๆดู แต่ทุกคนกลับดูไม่ตื่นเต้นไปกับผม พวกเขาไม่สนใจในสิ่งที่ผมพูดแม้แต่น้อย หลายคนเริ่มแยกออกไป จนสุดท้ายเหลือแต่กลุ่มเพื่อนผมที่สนิทๆด้วยเท่านั้น

                ผมไม่รู้ว่าพวกเขาไม่เชื่อผมหรือยังไงกัน ทำไมถึงไม่มีใครสนใจ แม้แต่เพื่อนสนิทของผมก็ไม่อยากจะใส่ใจผมด้วยซ้ำ แต่พวกเขาก็เกรงอกเกรงใจผมจนทำตัวไม่ถูก

                ผมนั่งลง ปล่อยลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เพื่อนผู้ล่องหนของผมเอามือแตะบ่าผมแล้วพูดเบาๆ

                “ขอบคุณที่พยายาม แต่ไม่ต้องแล้วหละ พวกเขามองไม่เห็นผมหรอก” เขาพูดนั่นทำให้ผมอยากจะร้องไห้ ผมว่ามันไม่ยุติธรรมที่จะแบ่งแยกเพียงเพราะเรื่องเล็กๆพรรค์นี้

                “พวกเขาไม่สนคนแบบนี้หรอก” มีเสียงพูดจากกลุ่มเพื่อนสนิทของผมพูดขึ้นมา

                ผมมองหน้าพวกเขาด้วยความสงสัย “ทำไมพวกนั้นถึงไม่สน”

                “แล้วนายว่ามันน่าสนใจตรงไหนล่ะ ไปกินข้าวกันเถอะ” พวกเขาลุกขึ้นพร้อมกันและชักชวนผมไปกินข้าว

                “แล้วเรื่องอะไรที่น่าสน” ผมดื้อดึงด้วยความโกรธ ผมไม่เข้าใจในสิ่งที่พวกเขากำลังสื่อ

                "นายก็รู้" 

คำพูดนั้นทำให้ผมรับรู้ถึงความจริงนี้ได้ในทันที ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่เพื่อนร่วมห้องของผมจะสนใจมันไปมากกว่านี้อีกแล้ว

                “พวกนายเห็นเขาหรือเปล่า”

                “เห็นสิ” นั่นเป็นคำตอบที่ทำให้ผมแปลกใจ พวกเขาเห็นมนุษย์ล่องหนได้ยังไง

                “แล้วรู้อะไรเกี่ยวกับเขาบ้างล่ะ”

                “เขาอ่านการ์ตูนและวาดภาพสวยไงล่ะ”

                ผมตระหนักได้ว่าสิ่งที่พวกเขาเห็นเป็นสิ่งที่ต่างจากสิ่งที่ผมเห็น ถ้าแค่มองจากภายนอกก็จะเห็นเพียงเท่านั้น แต่คนคนหนึ่งจะได้รับสิทธิ์ให้ถูกรู้จักได้แค่นี้เองหรือ แค่สิ่งที่เขาทำนั่นแปลว่าเห็นแล้วหรอ พวกเขายังไม่ทันได้เห็นอะไรเลยต่างหาก

                แค่เพียงเขาสนใจที่จะอ่านการ์ตูนมากกว่าฟังสิ่งที่อาจารย์สอน วาดภาพสิ่งต่างๆตามจินตนาการมากกว่าการจดบันทึกสิ่งที่เรียน นั่นก็เพียงพอให้เราแบ่งแยกเขาออกไป

                เขาไม่ได้ล่องหนไปไหน แต่เพียงพวกเราเลือกที่จะไม่มองเขาเอง เราเลือกสิ่งที่เราจะเห็นมากกว่าสิ่งที่เขาเป็นมากนัก

                ในนิยายเขาจะเรียกคนอย่างผมว่าผู้มีตาทิพย์ที่สามารถมองเห็นบางสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้ แต่ในที่นี้ ผมมิได้มีตาทิพย์เช่นนั้น ผมเพียงแค่ใช้ใจมองเขาเท่านั้น และวันนั้น วันที่ผมใช้ใจมองเขา เขาก็มิได้ล่องหนอีกต่อไป

 

Comment

Comment:

Tweet

ยังไม่ได้อ่านเนื้อเรื่อง แว๊บเข้ามาดูรูป ขอทายว่าเป็น
ถาปัตย์ ชัวร์ เส้นสวยดีครับ Hot!

#13 By Keyboardboy on 2011-05-31 13:04

big smile

#12 By บ้านชาวนา on 2011-05-18 12:32

ว๊าววววววว T^T

#11 By ป่านนนน (58.8.114.3) on 2011-05-01 01:57

อ่านแล้วหายป่วย ?
แต่อ่านตอนกำลังป่วยก็ดีไปอีกแบบนะ 55

#10 By Ann (223.24.3.118) on 2011-04-29 23:39

Hot! Hot! Hot!

ดาว ดาว ดาว

ชอบ และเข้าใจความคิดนะ ถ้ากระชับกว่านี้เจ๋งเลย
5555555555

#9 By H@N@ on 2011-04-29 00:39

กด "like" :)

#8 By p.peer (101.108.75.76) on 2011-04-28 18:18

พี่โดม FC ด้วยbig smile big smile

#7 By boon on 2011-04-28 04:45

แอร๊ยยย กรีดร้องขอเป็นเอฟซีพี่โดมอีกคน

#6 By ฮาจิเมะ on 2011-04-28 02:34

เราเคยล่องหนแบบนี้ตั้งหนึ่งปี ขอบคุณที่หยิบยื่นคำนิยามมาให้ "ล่องหน"

#5 By Belle (124.120.66.28) on 2011-04-27 14:48

- ถึงความคิดสำคัญของเรื่องจะไม่ได้แปลกใหม่อะไรมากแต่ก็เป็นก้าวแรกที่ดีสำหรับคนฝึกเขียน และด้วยความที่เป็นเรื่องสั้นเหตุการณ์ต่างๆ จึงอาจจะดูอ่อนและไปเร็วมาเร็วอยู่บ้าง แต่อ่านๆ ดูแล้วลื่นไหลดีอย่างไม่น่าเชื่อ big smile
- ชอบวิธีการเล่าเรื่องและตัวพล็อตที่ร้อยเรียงมานำเสนอมาก ชอบภาษาที่ใช้มากเช่นกัน กระชับ สั้นและไพเราะแบบกำลังดี :')
- ช่วยคนข้างบนชูป้ายไฟด้วยคน ฮ่าๆ cry

#4 By F.deirdre (124.120.210.251) on 2011-04-27 13:24

อรั๊งพี่โดมมมม *ชูป้ายไฟ*

#3 By Zairen_Parodyme. on 2011-04-27 12:05

ทีอรกนึกว่าเด็กคนนั้นเป็นผีแหละ บรึ๋ย ย ย :p

#2 By nutta (58.9.194.5) on 2011-04-25 18:14

ไม่มีใครอยากล่องหนได้ในสายตาคนอื่นหรอก
มันคงจะดีกว่า ถ้าอย่างน้อยก็มีซักคนที่มองเห็น : )

#1 By pani (: (14.207.220.132) on 2011-04-24 01:14